วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

ผู้จัดการทีม : คนคู่หงส์

ป๋ารอย ( รอย อีแวนส์ ) + เฮียโปน ( เชร์ราดด์ อุลลิเยร์ )
# อนึ่งเหตุการณ์ในช่วงนั้นคือช่วงที่ป๋ารอยทำทีมผลงานตกต่ำชนิดเรียกว่ามีโอกาสตกชั้นทีเดียว จนบอร์ดบริหารของทีมลิเวอร์พูลอยากจะปลดเขาออก แต่ด้วยความเกรงใจ ( ไม่เข้าท่า ) แทนที่จะแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่มาทำงานคุมทีมแทน ( เฮียโปนนั่นเองครับ ) จึงแต่งตั้งให้ทำงานคู่กัน กลายเป็น “คนคู่หงส์” กลายเป็นอีกตำนานหนึ่งของลิเวอร์พูล

(1) ป๋ารอย

เขาคือผู้จัดการทีมที่มีใบหน้าคล้ายกับฆาตกรโรคจิตที่ป่วยเป็นมะเร็งในเรื่อง SAW? .. ( เอ…. หรือว่าเป็นคน ๆ เดียวกันหว่า )? อย่างไรก็ตามป๋ารอยได้สร้างระบบการเล่นที่เน้นการบุกเร้าใจและดุดันเข้าำห้ำหั่นกับฝ่ายตรงข้ามชนิดได้ใจแฟนบอล จนลิเวอร์พูลในยุคของเขาจัดเป็นทีมที่มีสีสันและถือว่าเชียร์สนุกทีเดียว แต่ป๋าแกก็มีจุดอ่อนอยู่ที่การที่แกชอบแต่ตัวผู้เล่นที่มีความโดดเด่นอยู่แต่ด้านเดียว เช่น กองหลังที่ดุดัน ปีกที่เลี้ยงบอลเก่ง กองหน้าที่เร็ว แต่ทุกคนล้วนขาดทักษะและความสามารถเฉพาะตัวที่จำเป็นและยืดหยุ่นได้กับสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ ดังนั้นในระยะหลังทีมคู่แข่งเริ่มจับทางได้และเล่นแบบเขี้ยวลากดินเ้ข้าใส่ ป๋ารอยไม่สามารถจะแก้เกมส์ได้เลย จนผลงานของทีมตกต่ำลงเรื่อย ๆ และเวลาของป๋ารอยก็กำลังหมดลงพร้อมกับการเล่นแบบฟุตบอลอังกฤษขนานแท้ที่กำลังถูกแทนที่ด้วยฟุตบอลสมัยใหม่อย่างทีมชั้นนำทีมอื่น ๆ

(2) เฮียโปน

การต้องการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ทำให้บอร์ดบริหารของลิเวอร์พูลได้ตัดสินใจเลือก เชร์ราร์ด์ อุลลิเยร์ หรือที่เดอะค็อปส์ต่างเรียกเขาว่า ” Doctor Who “? ตามการออกเสียงชื่อเขาแบบอังกฤษและตามวุฒิปริญญาเอกการกีฬาฟุตบอลของเขา
เมื่อบอร์ดตัดสินใจให้เฮียโปนได้เข้ามาร่วมงานกับป๋า หลายคนเืชื่อว่าลิเวอร์พูลน่าจะไปได้ดี เพราะสองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว แต่เอาเข้าจริง ๆ ทั้งคู่ต่างมีปรัชญาทำทีมต่างกัน ในขณะที่ป๋ารอยเน้นเกมส์บุกอย่างตะบี้ตะบัน แต่ด๊อก (ด๊อกเตอร์ ) แกกลับให้ทีมเล่นรัดกุมแบบสุด ๆ เพื่อเน้นผลการแข่งขันไว้ก่อนผลงานของทีมจึงออกมาได้ไม่ดีมากนัก

ช่วงนั้นถ้าใครดูการเล่นของลิเวอร์พูลก็คงพูดอะไรไม่ค่อยออก มันดูอึดอัดจริง ๆ เหมือนคนปวดขี้ฉิ… หาย แต่กลับขี้ไม่ออก ในขณะที่ป๋ารอยตะโกนสั่งบุกเต็มที่ ด๊อกแกกลับให้คุมโซนตั้งรับเหนียวแน่นและทำลายเกมส์คู่แข่ง การเล่นของลิเวอร์พูลช่วงนี้จึงเป็นอะไรที่แปลกประหลาดมากในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ท้ายที่สุดสโมสรก็รู้ดีว่าต้องมีใครคนหนึ่งต้องไป และเป็นป๋ารอยที่ได้หลีกทางให้กับด๊อกได้ขึ้นมากุมชะตาทีมแบบเต็มตัวเพื่อนำลิเวอร์พูลเข้าสู่ฟุตบอลยุคใหม่ตามสโมสรอื่น ๆ

หลังจากที่ด๊อกเตอร์ฮูเข้ามาคุมทีมไม่นาน ก็จัดระบบทีมให้เน้นเกมส์ที่แน่นอนมากจนคนดูสงสัยว่านี่คือลิเวอร์พูลจริงหรือ เพราะัทุกเกมส์ล้วนบีบหัวใจ ไม่ว่าจะเจอทีมไหนลิเวอร์พูลก็ไม่ชนะหรือแพ้ได้ง่าย ๆ ยากที่จะคาดเดาผลการแข่งขัน ( ใครได้ดูเส้นทางในการคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพของเฮียกับลิเวอร์พูลต้องบอกได้เลยว่า ” ลุ้นกันขี้แตกขี้แตน” จริง ๆ ครับ
ความบีบคั้นและความเครียดนี้สังเกตได้จากดวงตาที่โปนออกมานอกเบ้าของเฮียแก เมื่อความเครียดมันสะสมนานเข้าแกต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ? ( ไม่รู้เป็นประเพณีหรือเปล่า ที่ ผจก. ทีมลิเวอร์พูลต้องเข้าผ่าตัด ตอนนี้ราฟาก็เพิ่งผ่าตัดนิ่วมา )
คุณครับ ผมและสาวกหงส์แดงทั่วโลกก็เครียดกันแทบเป็นบ้าเหมือนกันครับ ตอนนั้นผมอยากตะโกนออกมาจริง ๆ ครับว่า ” นี่มันฟุตบอลนะโว้ย!! ทำไมต้องทำเครียดถึงขนาดนี้ ? “
แต่แล้วกองเชียร์หงส์แดงโชคดีไม่ต้องเครียดนาน หลังจากการเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ “เชราร์ด์ อุลลิยร์” ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ เรียกได้ว่า “หมดสภาพ” จนเรารู้เลยว่าสภาพเฮียแกตอนนั้นมัน ” ชรา เหลาเหย่ “
ทั้งหมดนี้คือตำนานทีมลิเวอร์พูลอีกบทหนึ่งที่ผมอยากจะนำเสนอ ทุกคนทราบดีว่าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเก่าแก่ทีมหนึ่ง เราได้รับรู้ตำนานหลายบทจากนักเตะ ผู้จัดการทีม โค้ช? หรือแม้กระทั่งแฟนบอล? สิ่งหนึ่งที่เราควรระลึกไว้คือ บนโลกนี้มีตำนานมากมายและไม่ได้มีเพียงเฉพาะตำนานของผู้ชนะฝ่ายเดียว บางครั้งคนอ่อนแอแต่ต่อสู้อย่างอดทนและมีสปิริตก็เป็นตำนานได้เช่นกัน
ผมคิดว่าทุกอณูของสโมสรที่เรารัก ก็เหมือนกันกับทุกสิ่งของคนที่เรารัก ล้วนมีความหมายทั้งหมด แน่นอนผมกล้าที่จะบอกว่าผมรักตำนานที่ผมได้กล่าวถึงมาทั้งหมด แม้ว่าพวกเขาจะประสบผลสำเร็จในชีวิตค้าแข้งกับลิเวอร์พูลหรือไม่ก็ตาม และผมจะจดจำพวกเขาต่อไป มากกว่าที่จะได้รับความสำเร็จมากมายแต่ไม่มีค่าอะไรที่จะจดจำ
แล้วคุณล่ะครับ……??? มีตำนานที่อยากจะเล่าสู่กันฟังไหม
ที่มา ball.in.th/england/liverpool

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น